#มือใหม่เล่นหุ้นออนไลน์ : ประวัติย่อของตลาดหุ้นไทย

ตลาดหุ้นคืออะไร?

ตลาดหุ้น มีหลายความหมายแล้วแต่มุมมอง ถ้าเป็นมุมมองของเจ้าของกิจการ ตลาดหุ้นก็คือทางเลือกสำคัญทางหนึ่งสำหรับกิจการต่างๆ ที่ต้องการระดมเงินทุน แต่ถ้าเป็นมุมมองของ “นักเล่นหุ้น” ตลาดหุ้นคือสถานที่ หรือแหล่งกลางในการซื้อ-ขาย แลกเปลี่ยนหุ้น เปรียบเหมือน “ตลาดสด” ที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านั่นเอง

money gameเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น สมมติว่าไม่มีตลาดหุ้น และสมมติว่าคุณทำกิจการร้านอาหาร ถ้าคุณดำเนินกิจการมาซักระยะหนึ่งแล้ว และทำมันได้เป็นอย่างดี มีการขยายสาขาออกไปกว่า 10 สาขา แต่คุณมีสิ่งที่เรียกว่า “ฝันใหญ่” คืออยากขยายสาขาออกไปอีกเป็น 100 สาขา ให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย แต่ถ้าไปกู้เงินจากธนาคารก็จะมีดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงสำหรับธุรกิจที่ธนาคารมองว่ามันมี “ความเสี่ยง” ในกรณีที่ไม่มีตลาดหุ้น คุณก็จำเป็นต้องกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูง ผลตอบแทนจากการลงทุนก็จะ “ต่ำ”

สำหรับกรณีที่มีตลาดหุ้น ถ้ากิจการของคุณ “ดีจริง” คุณสามารถนำมันเข้าไปซื้อขายในตลาดหุ้น ด้วยการแบ่งหุ้นส่วนหนึ่งเข้ามาซื้อขาย หรือที่เราเรียกว่า “เทรด” ในตลาด แต่คุณยังไม่อยากสูญเสียความเป็นเจ้าของกิจการคุณจึงถือหุ้นในสัดส่วนที่มาก และยังคงความเป็นเจ้าของอยู่ หุ้นในส่วนที่เหลือก็นำมา “แบ่งขาย” ในตลาดหุ้น ซึ่งถือเป็น “ตลาดรอง” และเมื่อเกิดการซื้อขายขึ้นโดย “นักเล่นหุ้น” ราคาหุ้นก็จะขยับขึ้นๆ ลงๆ ตามสิ่งที่เรียกว่า “แรงซื้อ” และ “แรงขาย” ของนักเล่นหุ้นนั่นเอง

แรงซื้อ-แรงขายในตลาดหุ้น คืออะไร และส่งผลอย่างไรต่อราคาหุ้น?

แรงซื้อในตลาดหุ้นจะมาจาก “ความต้องการซื้อ” ของนักเล่นหุ้นในตลาด หากมีแรงซื้อเข้ามามากกว่าแรงขาย แนวโน้มของราคาหุ้นก็จะขยับปรับขึ้น

ในทางกลับกัน หากมีแรงขาย หรือ “ความต้องการขาย” ของนักเล่นหุ้นในตลาดเข้ามาเป็นปริมาณมาก ๆ มากกว่าความต้องการซื้อ หรือแรงขาย > แรงซื้อ ราคาหุ้นก็จะปรับตัวลงในที่สุด

ดัชนีตลาดหุ้นคืออะไร?

ดัชนีตลาดหุ้น หรือ SET index คือ ตัวชี้วัดว่าตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มขึ้นหรือ ลง วิธีการคำนวณดัชนีตลาดหุ้นมีดังต่อไปนี้

วีไอ มือใหม่ 20

SET index = [มูลค่าตลาดรวมในวันปัจจุบัน (Current Market Value) x 100] / มูลค่าตลาดรวมวันฐาน (Base Market Value)

สำหรับรายละเอียดในการคำนวณยังมีอีก ยกตัวอย่างเช่น หากมีหุ้นเพิ่มทุน ก็ต้องปรับฐานการคำนวณใหม่ หรือมีหลักทรัพย์ประเภทไหนบ้างที่ไม่ต้องนำมาคำนวณก็มี

ตัวอย่าง วิธีแปลความหมายของดัชนีตลาดหุ้น

วันที่ 30 เมษายน 2518 ดัชนีอยู่ที่ 100 จุด

วันที่ 30 มิถุนายน 2551 ดัชนีอยู่ที่ 768.9 จุด

แปลความหมายได้ว่า เวลาผ่านไปราว 33 ปี ดัชนีตลาดหุ้นปรับเพิ่มขึ้นกว่า 668.90 จุด หรือประมาณ 600% นั่นเอง

ประวัติย่อของตลาดหุ้นไทย

กำเนิดตลาดหุ้นนั้นเริ่มต้นในปี 2018 ผ่านมากว่า 30 ปี ดัชนีตลาดจากจุดเริ่มต้นที่ 100 จุด มาในปี 2559 พุ่งทะยานกว่า 1500 จุด เคยไปทำจุดสูงสุดที่ราวๆ 1700 จุด ลองดูประวัติย่อของตลาดหุ้นตามภาพนี้นะครับ

1359220733-1357075024-o

ดูจากประวัติย่อคร่าวๆ แล้วเราจะเห็นว่า “ตลาดหุ้น” นั้นต้องใช้คำว่ามีความไม่แน่นอนสูง มีการขึ้นลงตลอดเวลา หรือภาษานักเล่นหุ้นจะเรียกลักษณะแบบนี้ว่า “ผันผวน” ตลาดหุ้นไทยเคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1,753.79 จุด และไม่เคยลงมาอีกเลย

  • ช่วงกำเนิดตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเริ่มต้นเทรดในปี 2518 ณ.ตอนนั้นดัชนีเริ่มต้นที่ 100 จุด มีหุ้นให้เทรดอยู่ในตลาดน้อยมาก
  • ช่วงเกิด Back Monday หรือ “วันจันทร์ทมิฬ” เมื่อตลาดหุ้นเริ่มต้นเทรดก็มีการปรับตัวขึ้นมาเป็นระยะจนดัชนีแตะระดับ 1 จุด ในวันที่ 19 ตุลาคม 2530 ดัชนีปรับตัวลงอย่าง “รุนแรง” ตกต่ำลงไปถึง 240 กว่าจุด เหตุเกิดในวันจันทร์จึงได้ชื่อว่า “จันทร์ทมิฬ”
  • ยุค “น้าชาติ” ตลาดหุ้นเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู “ยุคน้าชาติ” ดัชนีแตะระดับสูงสุด 1,143 จุด ณ.เวลานั้นความแพงของตลาดหุ้นอยู่ในระดับ 31 เท่า (PE 31) หลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ “สงครามอ่าวเปอร์เชีย” ทำให้ดัชนีตกต่ำลงมาเหลือ 1,129 จุด
  • ช่วงพฤษภาทมิฬ หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2535 แต่ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ตกเพียง “ชั่วคราว” และปรับตัวขึ้นได้อีกครั้ง
  • วิกฤต “เสี่ยสอง” เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬคลายตัวดัชนีปรับตัวขึ้นอีกครั้งก็ประสบกับเหตุการณ์ “ทำราคาหุ้น” หรือ ปั่นหุ้น ทำให้เกิดวิกฤติตลาดปรับตัวผันผวนอีกครั้ง
  • ดัชนีทำจุดสูงสุดในปี 2537 เมื่อเลวร้ายถึงที่สุดแล้ว ทุกอย่างก็ปรับตัวดีขึ้น เศรษฐกิจของประเทศไทยกลับมา “สดใส” อีกครั้ง ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,753 จุด ถือเป็นจุดสูงสุด และในปัจจุบันตลาดหุ้นไทยก็ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก
  • “วิกฤตต้มยำกุ้ง” อีกไม่กี่ปีต่อมา หลังจากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ก็เกิดวิฤตขนาดใหญ่ บางสำนักกล่าวว่ามันเป็นวิกฤตในรอบ 30-50 ปี นั่นคือ “วิกฤติต้มยำกุ้ง” ในปี 2540 ตอนนั้นรัฐบาลไทยเริ่มประกาศ “ลอยตัว” ค่าเงินบาท ทำให้ผู้ประกอบการที่กู้เงินจากต่างประเทศกลับมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมายหลายเท่าเนื่องจากค่าเงินบาทเริ่ม “อ่อนค่า” อย่างรุนแรง ตลาดหุ้นไทยก็ตกต่ำอีกครั้ง และปรับตัวลงไปต่ำถึง 207 จุด หากใครซื้อหุ้นเพื่อลงทุนระยะยาวในช่วงนี้ ซื้อถูกตัว และไม่ขายเร็วจนเกินไป ก็จะกลายเป็น “เศรษฐี” ร้อยล้าน พันล้าน ได้ไม่ยาก
  • เหตุการณ์ 9/11 หลังจากนั้นในปี 2544 โลกก็ต้อง “ช็อก” อีกครั้ง ด้วยเหตุการณ์ 9/11 ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินพาณิชย์ชนตึก “World Trade” ในอเมริกา ตึกถล่มผู้คนล้มตาย ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบระยะไม่นาน เนื่องจากเพิ่งเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤตใหญ่
  • วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ … เมื่อตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวมาได้ซักระยะก็เกิดวิกฤตรอบใหม่ แต่ครั้งนี้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา นั่นคือ “วิกฤตซัพไพร์ม” หรือเรียกกันง่ายๆ ว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” เนื่องจากเกิดในดินแดนอเมริกา ในครั้งนั้นมีการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยอย่าง “ผิดปกติ” และมีการปั่นราคาอสังหาริมทรัพย์ในอเมริกาที่มากเกินไป หนี้สินที่มาก ใครๆ ก็กู้ได้ ทำให้เกิดวิกฤตครั้งใหม่เมื่อทุกอย่าง “ถล่ม” ดัชนีปรับตัวลงมาที่ 400 จุดอีกครั้ง
  • วิกฤตหนี้ยุโรป พอผ่านช่วงซัพไพร์มไปได้ ตลาดหุ้นไทยก็ปรับฟื้นตัวกลับขึ้นไปที่ระดับราวๆ 800 จุดอีกครั้ง และในครั้งนี้ก็เกิดวิกฤตใหม่ คือ หนี้สินที่ยุโรปทำให้เกิดวิกฤตในช่วงปี 2553-2555 แต่ครั้งนี้ได้รับผลกระทบกับประเทศไทยค่อนข้างจะน้อย ตลาดหุ้นไทยก็ปรับตัวดีขึ้นมาเป็นระยะ
  • ในปัจจุบัน ตลาดหุ้นไทยแม้ระหว่างทางจะ “ผันผวน” คือ ปรับตัวขึ้นๆ ลงๆ เป็นระยะ แต่ก็สามารถฝ่าทุกวงล้อมกลับมายืนที่ราว 1,500 จุดอีกครั้งในปี 2559 (ปีปัจจุบัน) สำหรับอนาคตก็ยังคงต้องคาดเดากันต่อไปนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครบอกได้เต็มร้อยว่าตลาดหุ้นไทยจะไปในทิศทางไหน จะขึ้นไปทะลุจุดสูงสุดเก่า และทำจุดสูงสุดใหม่หรือไม่ หรือจะตกต่ำลงอีกครั้งกลายเป็น “วิกฤต” ครั้งใหม่ นักลงทุนในหุ้น หรือนักเล่นหุ้นที่ดีควรเฝ้าติดตามความเป็นไป อย่าได้ประมาท และก็อย่าได้กลัวตลาดหุ้นมากจนทำให้เสียโอกาสอย่างน่าเสียดาย

Naiwaentammada(นายแว่นธรรมดา ผู้แต่งหนังสือ “กลยุทธ์จับจังหวะลงทุนหุ้น” และหนังสือ “ลงทุนคอนโดไม่ยาก”)

#‎หนังสือน่าอ่าน‬ เจาะหุ้น VI เกาะกระแสเมกะเทรนด์

กระแสเมกะเทรนด์ในยุคใหม่มีอะไรบ้าง และเราจะลงทุนอย่างไรให้เกาะไปกับกระแส เพื่อไม่ให้ตกรถ หนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าประสบการณ์ลงทุนในหุ้น จะทำให้คุณไม่ต้องเสี่ยงกับหุ้นที่เราไม่รู้จัก และปลอดภัยจากการลงทุนได้มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

หน้าปก เจาะหุ้นวีไอเกาะกระแสเมกะเทรนด์

บทนำ “จุดเริ่มต้นของการลงทุนแนววีไอ”
บทที่ 1 เลือกหุ้นอย่างไรให้ปลอดภัย
บทที่ 2 เจาะหุ้นเหล็ก
บทที่ 3 ยุคแห่งพลังงานสะอาด และเมกะเทรนด์โรงไฟฟ้า
บทที่ 4 บทเรียนหุ้นพลังงานทดแทน
บทที่ 5 เจาะแก่นหุ้นเล็กโตไว
บทที่ 6 วีไอซื้อหุ้นต้องดูอะไรบ้าง?
บทที่ 7 ประสบการณ์ลงทุนหุ้นโภคภัณฑ์
บทที่ 8 ประสบการณ์ลงทุนหุ้นรถไฟฟ้า และหุ้นคอนโดมิเนียม

ติดตามได้ที่นี่เลยครับ “คลิ๊กเพื่อเข้าสู่หนังสือ”

นายแว่นธรรมดา

อ่านหุ้นที่เกี่ยวข้อง และหุ้นโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่ “คลิ๊กเลย”

อ่านทุกเรื่องราวของความสำเร็จที่คุณทำได้อย่างแน่นอน “คลิ๊กอ่านที่นี่”

และอ่านทุกเรื่องราวของหุ้นอสังหา หุ้นที่จะได้รับอนิงสงค์จากการที่มีรถไฟฟ้าหลากหลายสายเกิดขึ้น! คลิ๊กอ่านต่อที่นี่เลยครับ

อ่านหนังสือเสริมความรู้ #ลงทุนหุ้นให้โตเร็ว : ปัญหาของนักลงทุนหุ้นโตเร็วก็คือ มองหุ้นโตเร็วไม่ออก มองภาพใหญ่ไม่ชัดเจน และจัดพอร์ตไม่เป็น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ “ลงทุนหุ้นให้โตเร็ว” ติดตามได้ที่นี่เลยครับ

‪#‎ช่องทางการติดตามข้อมูล‬‪#‎นายแว่นธรรมดา‬

สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการติดตามข้อมูล โดยเฉพาะสมาชิกเว็บ www.naiwaen.com ท่านสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ naiwaentammada@gmail.com

หรือเข้าไปติดตามบทความในรูปแบบคลิ๊ปเสียงที่ https://www.youtube.com/channel/UCcQxvgiObaaA2DI3UOqrXZw

เพื่อนๆ ยังสามารถเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดที่บล็อกพันทิป http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=naiwaentammada(ปัจจุบันมียอดเพจวิวกว่า 3.1 ล้านวิว)

หรือยังไม่จุใจท่านยังสามารถเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกันที่นี่ครับ https://plus.google.com/u/0/118319315169248364407

สำหรับเรื่องราวของอสังหาริมทรัพย์… เพื่อนๆ สามารถเข้าไปหาข้อมูลที่ต้องการได้ที่นี่ www.topofliving.com

และเตรียมพบกับเว็บบอร์ดคุยเรื่องหุ้นเร็วๆ นี้นะครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่าน อีโมติคอน grin
สำหรับ “นายแว่นธรรมดา” แล้วเราจะทำให้เพื่อนๆ ทุกท่าน

“มีชีวิตที่ง่าย และดี”

ขอแนะนำเว็บไซค์เกี่ยวกับบ้าน และการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ www.topofliving.com

mini LOGO TOP