ภาพรวมตลาดหุ้นไทย : หมีกำลังมาจริงหรือ? และเรากำลังอยู่ตรงจุดไหน?

,

ภาพรวมตลาดหุ้นไทย : หมีกำลังมาจริงหรือ? และเรากำลังอยู่ตรงจุดไหน?

บทนำ

ในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความอยู่นั้น (ปี 2558) ตลาดหุ้นตกต่ำลงกว่า 1300 จุด เป็นการตกอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงปลายปี หลายคนสงสัยว่า… ต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร? เรากำลังอยู่ในภาวะตลาดหมีหรือไม่? และหากตลาดหุ้นบ้านเราเข้าสู่ภาวะตลาดหมี มันจะยืดเยื้อยาวนานแค่ไหน? มาหาคำตอบกันดีกว่าครับ

การลงทุนในตลาดหุ้น หากเราไม่มองภาพรวม หรือภาพใหญ่ ก็เปรียบเหมือนเรากำลังเดินทางในป่าแต่ไม่มีแผนที่… ภาพรวมของตลาดหุ้นนั้นอาจถือได้ว่าเป็นแผนที่ (ในอดีต) ที่จะบอกแนวโน้มอนาคตคร่าวๆ ได้ เราลองมาดูภาพรวมของตลาดหุ้นจากข้อมูลต่อไปนี้กันครับ

SET Index

(ขอบคุณภาพจาก set.or.th)

ภาพรวมตลาดหุ้นตั้งแต่เริ่มต้นมากว่า 30 ปีมาแล้วพบว่า ตลาดหุ้นบ้านเราต้องพบกับ “วิกฤติตลาดหุ้น” อยู่ราวๆ 3 รอบใหญ่ๆ ได้แก่ ในรอบปีที่เกิดวิกฤติราชาเงินทุน รอบปี 1997 วิกฤติต้มยำกุ้ง และรอบปี 2007 วิกฤติซับพราม หรือเรียกว่า วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

จากภาพรวมดังกล่าวเราจะสังเกตได้ว่า แต่ละวิกฤตินั้นกินเวลาราวๆ 10 เป็นเป็นรอบวัฏจักร อย่างไม่น่าเชื่อ และเมื่อวิกฤติเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปีขึ้นไป ในการฟื้นตัวและทำจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง… หากเป็นอย่างที่คาดคิดกัน แสดงว่าวิกฤติครั้งต่อไปจะต้องมาภายในปี 2017-2018?

จากภาพที่ Plot โดยคร่าวๆ จะพบว่า SET Index หรือดัชนีตลาดหุ้นประเทศไทยนั้นมีความเป็นวัฏจักร และรอบของวัฏจักรนั้นตกอยู่ราวๆ 10 ปี โดยผลกระทบของวิกฤติเกิดจากทั้งปัจจัยภายในประเทศ และปัจจัยภายนอกประเทศ อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ดัชนีตลาดหุ้นแปรผันตามตัวเลขอายุเฉลี่ยของประชากรไทยหรือไม่?

SET Index future

ตัวเลขเฉลี่ยอายุของประชากรไทย กับดัชนีตลาดหุ้น

จากคำถามข้างต้นทำให้เราสามารถพิจารณาได้ว่า… ในปัจจุบันตัวเลขเฉลี่ยอายุของประชากรไทยนั้นอยู่ราวๆ 35-40 ปี หมายความว่าประชากรไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะวัยกลางคน เป็นสัดส่วนประชากรที่สูงที่สุด การเติบโตของประชากรในวัยนี้คือ วัยที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ส่งผลให้ตัวเลขหนี้สินครัวเรือนของประเทศไทยสูงตามไปด้วยนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม… จากสถิติในต่างประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุพบว่า… ผู้สูงอายุนั้นจะเป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในวัย 60 ปี หมายความว่า ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรในวัยกลางคนสูงที่สุด และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น กำลังจะไป Peak ในอีก 20 ปีข้างหน้า

แน่นอนที่สุดว่าประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนั้น จะขาดแคลนแรงงาน และอาจจะถูกทดแทนด้วย “หุ่นยนต์” ในอนาคต ประเทศที่มีผู้สูงอายุเป็นประชากรจำนวนที่มากไม่สามารถเป็นประเทศอุตสาหกรรมได้อีกต่อไป แนวโน้มของประเทศไทยจึงน่าจะกลายเป็น “อุตสาหกรรมบริการ” ได้แก่ การท่องเที่ยว การบริการทางการแพทย์ และบริการด้านอื่นๆ

สิ่งนี้อาจจะ “สอดคล้อง” กับดัชนีตลาดหุ้น หากเราพิจารณาให้ดีจะพบว่า… ดัชนีตลาดหุ้นนั้นเติบโตตามวัยของประชากรในประเทศไทย ในช่วงการเติบโตที่ผ่านมาประมาณ 20 ปีนั้น ประชากรไทยเติบโตจากวัยเด็กเข้าสู่วัยทำงาน และใช้กิจการด้านอุตสาหกรรมเป็นตัวผลักดันการเติบโต สามารถดันดัชนีตลาดหุ้นได้สูงสุดที่ 1600-1700 จุด

“วิกฤติรอบต่อไปนั้นอาจจะเกิดขึ้นในปี 2017-2018 และอาจทำดัชนีเข้าหาจุดต่ำสุดอีกครั้ง ตามรอบวัฏจักรที่เกิดขึ้นราวๆ ทุกๆ 10 ปี แต่ภาพใหญ่ของดัชนีตลาดหุ้นไทยจะยังคงเติบโตต่อไป”

จากนี้ไปประชากรไทยที่มีอายุมากขึ้นเข้าสู่วัยกลางคน คือมีอายุราวๆ 40 ปี แต่ก็ยังเหลือช่วงเวลาทำงานอีก 20 ปี เป็นไปได้หรือไม่ที่ดัชนีหุ้นไทยจะเติบโตต่อ นั่นก็คือ “ภาพใหญ่” ในอนาคตหากผ่านวิกฤติรอบใหม่ไปได้เราอาจได้เห็นดัชนีตลาดหุ้นไทยแตะระดับ 2000 จุด!! เป็นเมกะเทรนด์หุ้นต่อไปอีก 20 ปีจากนี้ไปนั่นเอง

แล้ววิกฤติครั้งใหม่จะเกิดขึ้นเมื่อไร?

คำตอบคือ “ไม่มีใครรู้แน่นอนซักคน” แต่หากเราพิจาณาให้ดีเราจะพบว่า… วิกฤติที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยในรอบที่ผ่านมานั้นมี New Low อยู่ที่ต่ำกว่า 50 จุด 200 จุด และ 380 จุด เป็นไปได้หรือไม่ว่าวิกฤติครั้งต่อไปดัชนีจะไปอยู่ราวๆ 800-900 จุด?

อย่างไรก็ตามวิกฤติรอบต่อไปนั้นอาจจะเกิดขึ้นในปี 2017-2018 และอาจทำดัชนีเข้าหาจุดต่ำสุดอีกครั้ง ตามรอบวัฏจักรที่เกิดขึ้นราวๆ ทุกๆ 10 ปี แต่ภาพใหญ่ของดัชนีตลาดหุ้นไทยยังคงเติบโตต่อจากประชากรวัยทำงานที่เริ่มเข้าสู่วัยสูงอายุ อีกราวๆ 15-20 ปีต่อจากนี้นั่นเอง

ที่สรุปมาในบทความนี้ถือเป็น “ภาพใหญ่” และเป็นภาพคร่าวๆ อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าเรากำลังอยู่ ณ.จุดไหน และควรจะทำตัวอย่างไรกับตลาดหมีที่กำลังเกิดขึ้นแล้ว และอาจจะเกิดขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง

การที่เรามองเห็นภาพใหญ่แบบนี้ จะทำให้เรารับมือกับสถานการณ์ได้ดีขึ้น เหมือนเราเข้าป่า ที่มีแผนที่ติดมือไปด้วย แต่หากเราประมาท แม้มีแผนที่เราก็อาจจะหลงทางได้เหมือนกัน ผู้เขียนเป็นเพียงผู้ให้ภาพกว้างๆ สำหรับการลงมือปฏิบัติจริงๆ นั้นต้องขึ้นอยู่กับตัวของนักลงทุนที่จะพิจารณากันนะครับ

ปล. ผมเองก็มีหุ้นอยู่ตลอดเวลาและมีมากกว่า 80% นักลงทุนระยะยาวไม่ควรตื่นตระหนกมากจนเกินไปนะครับ ที่สำคัญหากหุ้นที่เราเล็งเอาไว้มี Margin of Safety ส่วนตัวผมก็จะทยอยเก็บอย่างใจเย็นเสมอครับ

อ่านทุกเรื่องราวของกลยุทธ์ลงทุนหุ้น คลิ๊กอ่านต่อที่นี่เลยครับ

#ลงทุนหุ้นให้โตเร็ว : ปัญหาของนักลงทุนหุ้นโตเร็วก็คือ มองหุ้นโตเร็วไม่ออก มองภาพใหญ่ไม่ชัดเจน และจัดพอร์ตไม่เป็น ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ “ลงทุนหุ้นให้โตเร็ว” ติดตามได้ที่นี่เลยครับ

[เกี่ยวกับผู้เขียน]

promotion naiwaenนายแว่นธรรมดา ผู้แต่งหนังสือขายดี  “รวยหุ้นวีไอไม่เสี่ยง” และหนังสือ “ลงทุนคอนโดไม่ยาก” และผู้ก่อตั้งเว็บ www.naiwaen.com และ www.topofliving.com ผมขออาสาถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการลงทุนในหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ให้เพื่อนๆ นักลงทุนทุกท่านได้อ่านแบบเข้าใจง่าย ติดตามกันให้ได้นะครับ

คำเตือน การวิเคราะห์หุ้น การลงทุนรูปแบบต่างๆ และเทคนิคการลงทุนในหุ้นเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร ผู้เขียนบทความไม่รับผิดชอบต่อความเสี่ยง หรือความเสียหายในการลงทุนของผู้รับข้อมูลนะครับ

‪#‎ช่องทางการติดตามข้อมูล‬ ‪#‎นายแว่นธรรมดา‬

สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการติดตามข้อมูล โดยเฉพาะสมาชิกเว็บ www.naiwaen.com ท่านสามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ naiwaentammada@gmail.com

หรือเข้าไปติดตามบทความในรูปแบบคลิ๊ปเสียงที่ https://www.youtube.com/channel/UCcQxvgiObaaA2DI3UOqrXZw

เพื่อนๆ ยังสามารถเข้าไปติดตามความเคลื่อนไหวใหม่ล่าสุดที่บล็อกพันทิป http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=naiwaentammada(ปัจจุบันมียอดเพจวิวกว่า 3.1 ล้านวิว)

หรือยังไม่จุใจท่านยังสามารถเข้าไปพูดคุยแลกเปลี่ยนกันที่นี่ครับ https://plus.google.com/u/0/118319315169248364407

สำหรับเรื่องราวของอสังหาริมทรัพย์… เพื่อนๆ สามารถเข้าไปหาข้อมูลที่ต้องการได้ที่นี่ www.topofliving.com

และเตรียมพบกับเว็บบอร์ดคุยเรื่องหุ้นเร็วๆ นี้นะครับ

ยินดีต้อนรับทุกท่าน อีโมติคอน grin
สำหรับ “นายแว่นธรรมดา” แล้วเราจะทำให้เพื่อนๆ ทุกท่าน

“มีชีวิตที่ง่าย และดี”